สมัยอยุธยา
กรุงศรีอยุธยาก่อกำเนิดขึ้นเป็น
ราชธานีในปี พ.ศ.1893 แต่มีข้อถกเถียงกันมากว่า การถือกำเนิดของกรุง ศรีอยุธยานั้น
มิได้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเสียทีเดียว มีหลักฐานว่าก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างเมืองขึ้นที่ตำบลหนอง
โสน บริเวณนี้เคยมีผู้คนอาศัยมาก่อนแล้ว วัดสำคัญอย่างวัดมเหยงค์ วัดอโยธยา
และวัดใหญ่ชัยมงคล ล้วนเป็นวัดเก่าที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรี อยุธยาทั้งสิ้น
โดยเฉพาะที่วัดพนัญเชิง วัดที่ประดิษฐาน หลวงพ่อโต พระ
พุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่แบบอู่ทอง พงศาวดารเก่าระบุว่า สร้างขึ้นก่อน
การสร้างพระนครศรีอยุธยาถึง 26 ปี วัดเหล่านี้
ตั้งอยู่ตามแนวฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก นอก
เกาะเมืองอยุธยาที่มีการขุดพบคูเมืองเก่าด้วย ทำให้เชื่อกันว่าบริเวณนี้น่า
จะเป็นเมืองเก่าที่มีชื่ออยู่ในศิลาจารึกกรุงสุโขทัยว่า อโยธยาศรีรามเทพ
นครอโยธยาศรีรามเทพนคร ปรากฏชื่อเป็นเมืองแฝดละโว้อโยธยา มาตั้งแต่ช่วงราวปี
พ.ศ.1700 เป็นต้นมา
ตราสัญลักษณ์
-
เงินตราที่ใช้ในสมัยอยุธยาเป็นเงินสกุลพดด้วงเช่นเดียวกับที่ใช้ในอาณาจักรสุโขทัยแต่ต่างกันที่รูปร่าง
ขนาด น้ำหนัก และชนิดของโลหะ มีรูปร่างได้มาตราฐานและรัฐบาล ผูกขาดในการผลิต
มาตราเงินใช้ บาท สองสลึง เฟื้อง สองไพและไพ ส่วนเงินปลีกย่อยใช้เบี้ย
ตราที่ประทับมีตราจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน ส่วนตราประจำรัชกาลมีหลายรูปแบบ เช่น
ตราช้าง ตราบัว ตราพุ่มดอกไม้ ตรากระต่าย ตราพุ่มข้าวบิณฑ์ ตราช่ออุทุมพร
ตราราชวัตร ตราพระซ่อมดอกไม้ ตราสมอ ตราหางหงส์ และตราครุฑ
มีบางตราที่ยังไม่ทราบว่าเป็น ของรัชกาลใด
ตัวอักษร
-
รูปแบบตัวหนังสือไทย
ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ ในสมัยอยุธยาช่วงหลังถือว่าใน
รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นยุคทองของกรุงศรีอยุธยา มีความเจริญสูงสุดในทุกด้าน ตำราต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษาไทย
ได้อ้างลักษณะตัวหนังสือไทยสมัยนี้ให้ดูเป็นหลัก ลักษณะรูปร่างตัวหนังสือไทย
ได้พัฒนามาจนเป็นแบบใกล้เคียงกับตัวหนังสือที่ใช้เขียนในปัจจุบัน
-
จากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ
ทําให้ทราบถึงความสัมพันธ์ทางการ
เมืองระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา
แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะได้เปรียบ อาณาจักรสุโขทัยในทางการเมืองมาโดยตลอดก็ตาม
แต่ในทางวัฒนธรรมทางด้านภาษาและตัว อักษรแล้ว
ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นแบบของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา นับ
ตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นต้นมา อักษรไทยสมัยอยุธยาในยุคแรกๆ คือ
จารึกบนแผ่น ดีบุก (จารึกหลักที่ 42) ขุดพบในกรุฐานพระปรางค์วัดมหาธาตุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
คงจะ มีอายุใกล้เคียงกับวัดมหาธาตุนี้ซึ่งตามประวัติกล่าวว่า
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงสร้างขึ้น
บริเวณที่ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ เมื่อ พ.ศ. 1917 ตัวอักษรในจารึกนี้ มีการใช้ไม้หันอากาศแทนการเขียนอักษรเรียงกันสองตัว
วิธีการเขียนเช่นนี้ได้ทราบกันดีแล้วว่าเริ่ม ต้นในสมัยพระยาลิไท
แต่การเขียนยังปนๆ กันอยู่
สิ่งพิมพ์
-
การพิมพ์หนังสือไทย
เริ่มมีขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช
เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๕
โดยมิชชันนารีคาทอลิคฝรั่งเศส ได้มีการพิมพ์คำสอนทางคริสตศาสนา เป็นภาษาไทย
จำนวน ๒๖
เล่ม หนังสือไวยากรณ์ไทยและบาลี ๑
เล่ม และพจนานุกรมไทยอีก ๑ เล่ม
มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรี
-
พ.ศ.๒๒๒๙
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ออกพระวิสุทธ์สุนทร (ปาน)
ซึ่งภายหลังได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นออกญาโกษาธิบดี เมื่อเป็นราชทูตไปยัง
ราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้ไปดูโรงพิมพ์หลวงของฝรั่งเศส
และได้ทดลองพิมพ์หนังสือ
สี
-
จิตรกรรมในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่
จะเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา โดยช่วงแรกจะได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบลพบุรี สุโขทัย และลังกาผสมผสานกัน
บางภาพจะมีลักษณะแข็งและหนัก ใช้สีดำ ขาว และแดง มีการปิดทองบนภาพบ้างเล็กน้อย เช่น ภาพเขียนบนผนังในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ
ซึ่งสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)
ภาพเขียนบนผนังในตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ เป็นต้น แต่ช่วงหลังจิตรกรรมสมัยอยุธยามักวาดภาพที่เกี่ยวกับไตรภูมิ
และมีภาพพุทธประวัติประกอบอยู่ด้วย ซึ่งวิธีการเขียนภาพจะเป็นเช่นเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังสมัยสุโขทัยที่นิยมใช้สีแดงเข้มเป็นพื้น แต่สมัยอยุธยาจะมีการใช้สีเพิ่มมากขึ้น อาทิ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี วัดใหม่ประชุมพล
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172–2199) จนสิ้นสุดสมัยอยุธยา จิตรกรรมของอยุธยา
แสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิตรกรรมไทยแท้อย่างสมบูรณ์ มีการปิดทองบนรูปและลวดลาย เนื้อเรื่องที่เขียนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพชุมนุม พุทธประวัติ ไตรภูมิ
วิธีการเขียนยังคงใช้สีน้อย ภาพมีลักษณะแบน และตัดเส้นด้วยสีขาว และสีดำ
บรรจุภัณฑ์
-
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่องกระดาษ
กล่องกระดาษลูกฟูก หรือบรรจุภัณฑ์จากกระดาษ
ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกจากยังไม่มีโรงงานผลิตกระดาษแล้ว ในยุคนั้นเห็นว่ากระดาษเป็นของสูงเนื่องจากกระดาษข่อยหรือสมุดข่อยใช้สำหรับจดสูตรยาตำราหลวง
ยาพื้นเมือง ยาผีบอก หรือใช้สำหรับพระบรมราชโองการของพระเจ้าอยู่หัว
จึงไม่ควรนำมาใช้หีบห่อหรือทำเป็นบรรจุภัณฑ์ใส่สิ่งของ
การพัฒนาหรือผลิตบรรจุภัณฑ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงแสดงถึงการผลิตตามรูปแบบการใช้สอยในชีวิตประจำวัน
ดังนี้
-
1.การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหรือบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่าง
ๆ เริ่มจากการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาผลิตวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ใบตอง
เชือกกล้วย ใบลาน ปอ หรือดินที่นำมาทำเป็นเครื่องปั้นดินเผา
-
2.จากนั้นค่อยๆ
พัฒนามาเป็นการใช้โลหะผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น หีบเหล็กบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้
หีบไม้ กล่องใส่ขนม หรือกล่องยาเส้นจากโลหะและไม้
-
3.ขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์
ตัวอย่างเช่น การผลิต บรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องแก้วเจียรนัย ขวดแก้ว อลูมินัม ฟลอยล์ โฟม และ
และการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษ เช่น กล่องกระดาษ กล่องกระดาษลูกฟูก
พาเลทกระดาษ เยื่อกระดาษขึ้นรูป กล่องกระดาษใส่อาหาร กล่องกระดาษใส่ขนม หรืออื่น ๆ
เพื่อป้องกันปัญหามลภาวะและสิ่งแวดล้อม
-
- สมเด็จพระเจ้าอู่ทองหรือพระรามาธิบดีที่
๑ ทรงตั้งอยุธยาเป็นราชธานี ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ นับจากนั้นเป็นต้นมา
อยุธยาได้เป็นราชธานี มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาเป็นเวลา ๔๑๗ ปี
เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายหลายชาติ
ในบรรดาสินค้าที่ซื้อขายกันในอยุธยา ที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งคือ
"เครื่องถ้วย" อาณาจักรอยุธยาเอง เมื่อได้มีอำนาจเหนือรัฐสุโขทัย
ก็ได้พยายามสนับสนุนการผลิตเครื่องสังคโลก ที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย
ทั้งที่แหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย แหล่งเตาเผาบ้านเตาไห และที่แหล่งเตาเผาวัดพระปรางค์
เพื่อเป็นสินค้า ส่งไปจำหน่ายในหัวเมืองต่างๆ ภายในประเทศและ ต่างประเทศ
อันเป็นการส่งสินค้าเครื่องถ้วยออก
ไปขายแข่งกับเครื่องถ้วยจีนที่ถูกรัฐบาลจีนระงับ ส่งออกชั่วคราว
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ จน พุทธศตวรรษที่ ๒๑ จึงลดความสำคัญลง จนเลิกการผลิต
อาจเป็นเพราะรัฐบาลจีนเริ่มส่งเครื่องถ้วยของตนออกไปขายอีกครั้งหนึ่ง
รวมทั้งเครื่องถ้วยที่มีรูปแบบแปลกใหม่เรียกว่า เครื่องห้าสี
หรือเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ประกอบกับเหตุการณ์สงคราม ภายในอยุธยาเอง
หรืออาจเป็นเพราะเครื่อง ถ้วยจากแหล่งเตาเผาใหม่ที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
มีคุณภาพไม่ดีพอ ทำให้การผลิต เครื่องสังคโลกต้องเลิกไปในที่สุด
ลวดลายต่างๆ
-
ลายรักร้อย
พบในชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นเส้นสาแหรกสี่เส้น ลักษณะของ ลายรักร้อยประกอบขึ้นจากลายกระจังซ้อนกันเป็นชั้นแทรกด้วยลายก้านขด
-
ลายประจํายาม
ลักษณะเป็นดอกไม้คล้ายดอกโบตั๋นบรรจุภายในกรอบ สี่เหลี่ยม
ลายนี้อยู่ที่ด้านหน้าสุดของพระสุวรรณมาลาทองคําถัก
-
ลายกระหนกก้านขด
ลักษณะที่ปรากฏเป็นดอกไม้คล้ายดอกโบตั๋น ออกเป็นช่อแบบธรรมชาติ
พบในบริเวณด้านข้างของพระสุวรรณมาลาทองคําถัก
-
ลายเรขาคณิต
ลักษณะลายเป็นการแบ่งช่องในแนวตั้งประกอบด้วยลาย
สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสลับกับรูปวงกลม คั่นด้วยลายไข่ปลาตลอดแนว
-
ลายก้านขด
ลักษณะทําเป็นก้านขดม้วนติดกันเป็นคู่ มีอยู่ทั่วไปเกือบทุก ส่วนของจุลมงกุฎ
-
ลายประจํายามก้ามปู
ลักษณะลายประกอบด้วยสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ที่ มุมมีลายกระหนกตัวเดียวแทรก
สลับกับดอกไม้คั่นเป็นแถวจนเต็มพื้นที่ รูปแบบโดยรวมคล้าย กับลายดอกกลมสลับเหลี่ยม
-
ลายดอกไม้
ลักษณะเป็นการดุนให้เป็นลายดอกไม้ 9
เกสรเป็นวงกลมสอง ชั้น ล้อมรอบด้วยลายไข่ปลา
ทั้งหมดบรรจุภายในกรอบวงกลม
-
ลายสอดสาน
ตําแหน่งอยู่ตรงแกนกลางของเครื่องทอง การประดับทํามี ลักษณะสานไขว้กันไปมา
ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเครื่องประดับทองคําจากกรุปรางค์ประธานวัด ราชบูรณะอันได้แก่
ลายสอดสานชิ้นส่วนเครื่องประดับลายสอดสานแบบมุสลิมแบบที่ 1 (ดูภาพ ที่ 78)
ลายสอดสานเครื่องประดับลายสอดสานแบบมุสลิมแบบที่ 2 (ดูภาพที่ 92) และแหวนลาย สอดสานแบบมุสลิม (ดูภาพที่ 113)
จากการเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปะ กล่าวได้ว่าลายสอด
สานในเครื่องทองของศิลปะอิสลาม ที่กําหนดอายุไว้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น มีความเก่า
กว่าอายุของเครื่องประดับทองคําจากกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะที่ปรากฏถึงลายสอดสาน
ได้กําหนดอายุไว้ที่ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 แสดงให้เห็นว่า
ลายสอดสานเป็นที่นิยมมาก่อนใน ศิลปะอิสลามหรือเปอร์เซีย ส่งผลต่อรูปแบบของเครื่องประดับทองคําศิลปะอยุธยาตอนต้นที่
อาจจะใช้รูปแบบของศิลปะอิสลามมาเป็นแนวคิดในการออกแบบก็เป็นได้
-
ลายก้านขด
ลักษณะของลายเป็นการนําเส้นทองมาม้วนขดต่อกันให้เป็นช่อ
เต็มพื้นที่และภายในกลีบโค้งทั้ง 6
กลีบ รูปแบบเปรียบเทียบได้กับลายก้านขดของชิ้นส่วนทับ ทรวงทองคําที่ใช้วิธีการประดับลายก้านขดคล้ายกัน
แสดงถึง ความสัมพันธ์กับรูปแบบศิลปะอิสลาม
-
ลายดอกจัน
ลักษณะเป็นกลีบดอกไม้คล้ายกลีบบัว ประดับอัญมณี ลาย
ชนิดนี้อยู่ในบริเวณส่วนกลางของทองพระกรแบบที่ 2 ซึ่งทําไว้หลายดอกสลับกับลายประดิษฐ์ รูปร่างเรขาคณิต
-
ลายรดน้ำ หมายถึง การเขียนลวดลายหรือรูปภาพให้ปรากฏเป็นลายทองด้วยวิธีปิดทองแล้วเอาน้ำรด จัดเป็นงานประณีตศิลป์ที่มีความสำคัญมาก
สำหรับตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องประดับของชาวบ้านธรรมดา
เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนาตลอดไปจนถึงในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
โดยใช้ตกแต่งผนังห้องอาคารที่มีขนาดใหญ่
อันหมายถึงใช้ตกแต่งตั้งแต่เนื้อที่ไม่กี่ตารางนิ้วไปจนถึงเนื้อที่หลายร้อยตารางฟุต
การเขียนลวดลายหรือรูปภาพประเภทลายรดน้ำนี้คงจะมีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
ลายรดน้ำนี้คงแพร่หลายและเป็นที่นิยมเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาและต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ดังปรากฏศิลปะโบราณวัตถุที่ตกทอดมาได้แก่
ตู้พระธรรม หีบพระธรรม ไม้ประกับคัมภีร์ พานแว่นฟ้า ตะลุ่ม ฉากลับแล ฝาผนัง
บานประตูหน้าต่าง เป็นต้น
จะเห็นได้ว่างานช่างลายรดน้ำของไทยนั้นมีคุณค่าทางด้านศิลปะอันมีลักษณะโดยเฉพาะและเป็นแบบอย่างของศิลปะไทยมาแต่โบราณ
เเม้ว่างานส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปในด้านที่เกี่ยวกับศาสนาและพระมหากษัตริย์ ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่เกิดจากชาวบ้านธรรมดา เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน
และเป็นที่เชิดหน้าชูตาแห่งตน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น