วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

GRAPHIC ในสมัยอยุธยา


สมัยอยุธยา
กรุงศรีอยุธยาก่อกำเนิดขึ้นเป็น ราชธานีในปี พ.ศ.1893 แต่มีข้อถกเถียงกันมากว่า การถือกำเนิดของกรุง ศรีอยุธยานั้น มิได้เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเสียทีเดียว มีหลักฐานว่าก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างเมืองขึ้นที่ตำบลหนอง โสน บริเวณนี้เคยมีผู้คนอาศัยมาก่อนแล้ว วัดสำคัญอย่างวัดมเหยงค์ วัดอโยธยา และวัดใหญ่ชัยมงคล ล้วนเป็นวัดเก่าที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรี อยุธยาทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่วัดพนัญเชิง วัดที่ประดิษฐาน หลวงพ่อโต พระ พุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่แบบอู่ทอง พงศาวดารเก่าระบุว่า สร้างขึ้นก่อน การสร้างพระนครศรีอยุธยาถึง 26 ปี วัดเหล่านี้ ตั้งอยู่ตามแนวฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก นอก เกาะเมืองอยุธยาที่มีการขุดพบคูเมืองเก่าด้วย ทำให้เชื่อกันว่าบริเวณนี้น่า จะเป็นเมืองเก่าที่มีชื่ออยู่ในศิลาจารึกกรุงสุโขทัยว่า อโยธยาศรีรามเทพ นครอโยธยาศรีรามเทพนคร ปรากฏชื่อเป็นเมืองแฝดละโว้อโยธยา มาตั้งแต่ช่วงราวปี พ.ศ.1700 เป็นต้นมา
ตราสัญลักษณ์
-             เงินตราที่ใช้ในสมัยอยุธยาเป็นเงินสกุลพดด้วงเช่นเดียวกับที่ใช้ในอาณาจักรสุโขทัยแต่ต่างกันที่รูปร่าง ขนาด น้ำหนัก และชนิดของโลหะ มีรูปร่างได้มาตราฐานและรัฐบาล ผูกขาดในการผลิต มาตราเงินใช้ บาท สองสลึง เฟื้อง สองไพและไพ ส่วนเงินปลีกย่อยใช้เบี้ย ตราที่ประทับมีตราจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน ส่วนตราประจำรัชกาลมีหลายรูปแบบ เช่น ตราช้าง ตราบัว ตราพุ่มดอกไม้ ตรากระต่าย ตราพุ่มข้าวบิณฑ์ ตราช่ออุทุมพร ตราราชวัตร ตราพระซ่อมดอกไม้ ตราสมอ ตราหางหงส์ และตราครุฑ มีบางตราที่ยังไม่ทราบว่าเป็น ของรัชกาลใด

ตัวอักษร
-             รูปแบบตัวหนังสือไทย ได้มีการพัฒนามาตามลำดับ ในสมัยอยุธยาช่วงหลังถือว่าใน รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นยุคทองของกรุงศรีอยุธยา   มีความเจริญสูงสุดในทุกด้าน ตำราต่าง ๆ  เกี่ยวกับภาษาไทย ได้อ้างลักษณะตัวหนังสือไทยสมัยนี้ให้ดูเป็นหลัก ลักษณะรูปร่างตัวหนังสือไทย ได้พัฒนามาจนเป็นแบบใกล้เคียงกับตัวหนังสือที่ใช้เขียนในปัจจุบัน
-             จากหลักฐานเอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับ ทําให้ทราบถึงความสัมพันธ์ทางการ เมืองระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะได้เปรียบ อาณาจักรสุโขทัยในทางการเมืองมาโดยตลอดก็ตาม แต่ในทางวัฒนธรรมทางด้านภาษาและตัว อักษรแล้ว ปรากฎหลักฐานแน่ชัดว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นแบบของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา นับ ตั้งแต่สมัยพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นต้นมา อักษรไทยสมัยอยุธยาในยุคแรกๆ คือ จารึกบนแผ่น ดีบุก (จารึกหลักที่ 42) ขุดพบในกรุฐานพระปรางค์วัดมหาธาตุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คงจะ มีอายุใกล้เคียงกับวัดมหาธาตุนี้ซึ่งตามประวัติกล่าวว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ทรงสร้างขึ้น บริเวณที่ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุแสดงปาฏิหาริย์ เมื่อ พ.ศ. 1917 ตัวอักษรในจารึกนี้ มีการใช้ไม้หันอากาศแทนการเขียนอักษรเรียงกันสองตัว วิธีการเขียนเช่นนี้ได้ทราบกันดีแล้วว่าเริ่ม ต้นในสมัยพระยาลิไท แต่การเขียนยังปนๆ กันอยู่


สิ่งพิมพ์
-             การพิมพ์หนังสือไทย เริ่มมีขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช  เมื่อปี พ.ศ.๒๒๐๕  โดยมิชชันนารีคาทอลิคฝรั่งเศส ได้มีการพิมพ์คำสอนทางคริสตศาสนา เป็นภาษาไทย จำนวน  ๒๖  เล่ม   หนังสือไวยากรณ์ไทยและบาลี ๑ เล่ม และพจนานุกรมไทยอีก ๑  เล่ม มีการตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรี
-             พ.ศ.๒๒๒๙ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ออกพระวิสุทธ์สุนทร (ปาน) ซึ่งภายหลังได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นออกญาโกษาธิบดี เมื่อเป็นราชทูตไปยัง ราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้ไปดูโรงพิมพ์หลวงของฝรั่งเศส และได้ทดลองพิมพ์หนังสือ
สี
-             จิตรกรรมในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่ จะเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา โดยช่วงแรกจะได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบลพบุรี สุโขทัย และลังกาผสมผสานกัน บางภาพจะมีลักษณะแข็งและหนัก ใช้สีดำ ขาว และแดง มีการปิดทองบนภาพบ้างเล็กน้อย เช่น ภาพเขียนบนผนังในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ภาพเขียนบนผนังในตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ เป็นต้น แต่ช่วงหลังจิตรกรรมสมัยอยุธยามักวาดภาพที่เกี่ยวกับไตรภูมิ และมีภาพพุทธประวัติประกอบอยู่ด้วย ซึ่งวิธีการเขียนภาพจะเป็นเช่นเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังสมัยสุโขทัยที่นิยมใช้สีแดงเข้มเป็นพื้น แต่สมัยอยุธยาจะมีการใช้สีเพิ่มมากขึ้น อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี วัดใหม่ประชุมพล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172–2199) จนสิ้นสุดสมัยอยุธยา จิตรกรรมของอยุธยา แสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิตรกรรมไทยแท้อย่างสมบูรณ์ มีการปิดทองบนรูปและลวดลาย เนื้อเรื่องที่เขียนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพชุมนุม พุทธประวัติ ไตรภูมิ วิธีการเขียนยังคงใช้สีน้อย ภาพมีลักษณะแบน และตัดเส้นด้วยสีขาว และสีดำ

บรรจุภัณฑ์
-             ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่องกระดาษ กล่องกระดาษลูกฟูก หรือบรรจุภัณฑ์จากกระดาษ ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกจากยังไม่มีโรงงานผลิตกระดาษแล้ว ในยุคนั้นเห็นว่ากระดาษเป็นของสูงเนื่องจากกระดาษข่อยหรือสมุดข่อยใช้สำหรับจดสูตรยาตำราหลวง ยาพื้นเมือง ยาผีบอก หรือใช้สำหรับพระบรมราชโองการของพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่ควรนำมาใช้หีบห่อหรือทำเป็นบรรจุภัณฑ์ใส่สิ่งของ การพัฒนาหรือผลิตบรรจุภัณฑ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงแสดงถึงการผลิตตามรูปแบบการใช้สอยในชีวิตประจำวัน ดังนี้
-             1.การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มหรือบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ เริ่มจากการใช้วัสดุจากธรรมชาติมาผลิตวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ ใบตอง เชือกกล้วย ใบลาน ปอ หรือดินที่นำมาทำเป็นเครื่องปั้นดินเผา
-             2.จากนั้นค่อยๆ พัฒนามาเป็นการใช้โลหะผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ เช่น หีบเหล็กบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ หีบไม้ กล่องใส่ขนม หรือกล่องยาเส้นจากโลหะและไม้
-             3.ขั้นตอนการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น การผลิต บรรจุภัณฑ์พลาสติก เครื่องแก้วเจียรนัย ขวดแก้ว อลูมินัม ฟลอยล์ โฟม และ และการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษ เช่น กล่องกระดาษ กล่องกระดาษลูกฟูก พาเลทกระดาษ เยื่อกระดาษขึ้นรูป กล่องกระดาษใส่อาหาร กล่องกระดาษใส่ขนม หรืออื่น ๆ เพื่อป้องกันปัญหามลภาวะและสิ่งแวดล้อม
-             - สมเด็จพระเจ้าอู่ทองหรือพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงตั้งอยุธยาเป็นราชธานี ใน พ.ศ. ๑๘๙๓ นับจากนั้นเป็นต้นมา อยุธยาได้เป็นราชธานี มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาเป็นเวลา ๔๑๗ ปี เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายหลายชาติ ในบรรดาสินค้าที่ซื้อขายกันในอยุธยา ที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งคือ "เครื่องถ้วย" อาณาจักรอยุธยาเอง เมื่อได้มีอำนาจเหนือรัฐสุโขทัย ก็ได้พยายามสนับสนุนการผลิตเครื่องสังคโลก ที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย ทั้งที่แหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย แหล่งเตาเผาบ้านเตาไห และที่แหล่งเตาเผาวัดพระปรางค์ เพื่อเป็นสินค้า ส่งไปจำหน่ายในหัวเมืองต่างๆ ภายในประเทศและ ต่างประเทศ อันเป็นการส่งสินค้าเครื่องถ้วยออก ไปขายแข่งกับเครื่องถ้วยจีนที่ถูกรัฐบาลจีนระงับ ส่งออกชั่วคราว ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ จน พุทธศตวรรษที่ ๒๑ จึงลดความสำคัญลง จนเลิกการผลิต อาจเป็นเพราะรัฐบาลจีนเริ่มส่งเครื่องถ้วยของตนออกไปขายอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเครื่องถ้วยที่มีรูปแบบแปลกใหม่เรียกว่า เครื่องห้าสี หรือเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ประกอบกับเหตุการณ์สงคราม ภายในอยุธยาเอง หรืออาจเป็นเพราะเครื่อง ถ้วยจากแหล่งเตาเผาใหม่ที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี มีคุณภาพไม่ดีพอ ทำให้การผลิต เครื่องสังคโลกต้องเลิกไปในที่สุด

ลวดลายต่างๆ
-             ลายรักร้อย พบในชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นเส้นสาแหรกสี่เส้น ลักษณะของ ลายรักร้อยประกอบขึ้นจากลายกระจังซ้อนกันเป็นชั้นแทรกด้วยลายก้านขด
-             ลายประจํายาม ลักษณะเป็นดอกไม้คล้ายดอกโบตั๋นบรรจุภายในกรอบ สี่เหลี่ยม ลายนี้อยู่ที่ด้านหน้าสุดของพระสุวรรณมาลาทองคําถัก
-              ลายกระหนกก้านขด ลักษณะที่ปรากฏเป็นดอกไม้คล้ายดอกโบตั๋น ออกเป็นช่อแบบธรรมชาติ พบในบริเวณด้านข้างของพระสุวรรณมาลาทองคําถัก
-              ลายเรขาคณิต ลักษณะลายเป็นการแบ่งช่องในแนวตั้งประกอบด้วยลาย สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสลับกับรูปวงกลม คั่นด้วยลายไข่ปลาตลอดแนว
-              ลายก้านขด ลักษณะทําเป็นก้านขดม้วนติดกันเป็นคู่ มีอยู่ทั่วไปเกือบทุก ส่วนของจุลมงกุฎ
-              ลายประจํายามก้ามปู ลักษณะลายประกอบด้วยสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ที่ มุมมีลายกระหนกตัวเดียวแทรก สลับกับดอกไม้คั่นเป็นแถวจนเต็มพื้นที่ รูปแบบโดยรวมคล้าย กับลายดอกกลมสลับเหลี่ยม
-             ลายดอกไม้ ลักษณะเป็นการดุนให้เป็นลายดอกไม้ 9 เกสรเป็นวงกลมสอง ชั้น ล้อมรอบด้วยลายไข่ปลา ทั้งหมดบรรจุภายในกรอบวงกลม
-             ลายสอดสาน ตําแหน่งอยู่ตรงแกนกลางของเครื่องทอง การประดับทํามี ลักษณะสานไขว้กันไปมา ซึ่งเปรียบเทียบได้กับเครื่องประดับทองคําจากกรุปรางค์ประธานวัด ราชบูรณะอันได้แก่ ลายสอดสานชิ้นส่วนเครื่องประดับลายสอดสานแบบมุสลิมแบบที่ 1 (ดูภาพ ที่ 78) ลายสอดสานเครื่องประดับลายสอดสานแบบมุสลิมแบบที่ 2 (ดูภาพที่ 92) และแหวนลาย สอดสานแบบมุสลิม (ดูภาพที่ 113) จากการเปรียบเทียบรูปแบบทางศิลปะ กล่าวได้ว่าลายสอด สานในเครื่องทองของศิลปะอิสลาม ที่กําหนดอายุไว้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19 นั้น มีความเก่า กว่าอายุของเครื่องประดับทองคําจากกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะที่ปรากฏถึงลายสอดสาน ได้กําหนดอายุไว้ที่ปลายพุทธศตวรรษที่ 20 แสดงให้เห็นว่า ลายสอดสานเป็นที่นิยมมาก่อนใน ศิลปะอิสลามหรือเปอร์เซีย ส่งผลต่อรูปแบบของเครื่องประดับทองคําศิลปะอยุธยาตอนต้นที่ อาจจะใช้รูปแบบของศิลปะอิสลามมาเป็นแนวคิดในการออกแบบก็เป็นได้
-             ลายก้านขด ลักษณะของลายเป็นการนําเส้นทองมาม้วนขดต่อกันให้เป็นช่อ เต็มพื้นที่และภายในกลีบโค้งทั้ง 6 กลีบ รูปแบบเปรียบเทียบได้กับลายก้านขดของชิ้นส่วนทับ ทรวงทองคําที่ใช้วิธีการประดับลายก้านขดคล้ายกัน แสดงถึง ความสัมพันธ์กับรูปแบบศิลปะอิสลาม
-             ลายดอกจัน ลักษณะเป็นกลีบดอกไม้คล้ายกลีบบัว ประดับอัญมณี ลาย ชนิดนี้อยู่ในบริเวณส่วนกลางของทองพระกรแบบที่ 2 ซึ่งทําไว้หลายดอกสลับกับลายประดิษฐ์ รูปร่างเรขาคณิต
-             ลายรดน้ำ หมายถึง การเขียนลวดลายหรือรูปภาพให้ปรากฏเป็นลายทองด้วยวิธีปิดทองแล้วเอาน้ำรด  จัดเป็นงานประณีตศิลป์ที่มีความสำคัญมาก สำหรับตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องประดับของชาวบ้านธรรมดา เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนาตลอดไปจนถึงในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยใช้ตกแต่งผนังห้องอาคารที่มีขนาดใหญ่ อันหมายถึงใช้ตกแต่งตั้งแต่เนื้อที่ไม่กี่ตารางนิ้วไปจนถึงเนื้อที่หลายร้อยตารางฟุต
     การเขียนลวดลายหรือรูปภาพประเภทลายรดน้ำนี้คงจะมีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ลายรดน้ำนี้คงแพร่หลายและเป็นที่นิยมเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาและต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ดังปรากฏศิลปะโบราณวัตถุที่ตกทอดมาได้แก่ ตู้พระธรรม หีบพระธรรม ไม้ประกับคัมภีร์ พานแว่นฟ้า ตะลุ่ม ฉากลับแล ฝาผนัง บานประตูหน้าต่าง เป็นต้น จะเห็นได้ว่างานช่างลายรดน้ำของไทยนั้นมีคุณค่าทางด้านศิลปะอันมีลักษณะโดยเฉพาะและเป็นแบบอย่างของศิลปะไทยมาแต่โบราณ เเม้ว่างานส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปในด้านที่เกี่ยวกับศาสนาและพระมหากษัตริย์  ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่เกิดจากชาวบ้านธรรมดา  เพื่อใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเรือน และเป็นที่เชิดหน้าชูตาแห่งตน






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น